โครงสร้างของสระว่ายน้ำ - Swimming Pool Structure

หลายคนอาจจะคิดว่า  “สระว่ายน้ำ” เป็นเรื่องไกลตัว เพราะการก่อสร้างก็ค่อนข้างยุ่งยาก การใช้งานก็ค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าจะเทียบกับส่วนอื่นๆในบ้าน ค่าใช้จ่ายก็สูงทั้งการก่อสร้าง และการดูแลรักษา แต่ถ้าบ้านคุณมีความพร้อม การมีสระว่ายน้ำภายในบ้านก็มีประโยชน์ไม่น้อย

ก่อนที่คุณจะลงมือสร้างสระว่ายน้ำไว้เพื่อพักผ่อน หรือออกกำลังกายในบ้าน ก็ควรมารู้อะไรเกี่ยวกับสระว่ายน้ำกันเสียก่อน โดยทั่วไปสามารถแบ่งประเภทของสระว่ายน้ำ

  ตามลักษณะของการก่อสร้างออกเป็น 2 แบบคือ

1. สระว่ายน้ำคอนกรีต โครงสร้างของพื้นและผนังของสระ จะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด การติดตั้งกระเบื้อง จึงเหมือนการติดตั้งผนังโดยทั่วไป จากนั้นก็จะทำการติดตั้งเครื่องกรอง ปั๊มน้ำ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็น ควรออกแบบให้มีบ่อพักน้ำ อยู่ในระบบหมุนเวียนด้วย ข้อดีคือ แข็งแรง ทนทาน ออกแบบได้หลากหลาย แต่ค่าใช้จ่ายอาจจะสูง

2. สระว่ายน้ำแบบสำเร็จรูป ติดตั้งในพื้นที่ที่เตรียมการไว้ล่วงหน้าได้เลย โครงสร้างจะเป็นเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นกับผนังจะเป็นวัสดุประเภทโพลิเมอร์, ไฟเบอร์กลาส ที่ผลิดเป็นชิ้นงานจากโรงงาน อีกวิธีก็คือการขั้นด้วยโครงเหล็ก หรือพลาสติกหล่อ จัดวางระบบหมุนเวียนให้เรียบร้อย จากนั้นปูด้วยผ้าไวนิล ที่ผลิตสำหรับการนี้โดยเฉพาะ

**********************************

ระบบหมุนเวียนของสระว่ายน้ำ มีอยู่ 2 ระบบด้วยกันคือระบบดูด หรือ สกิมเมอร์ (Skimmer System) และ ระบบน้ำล้น หรือ โอเวอร์โฟลว์ (Overflow System)

  1. ระบบดูด หรือ สกิมเมอร์ (Skimmer system) ส่วนใหญ่จะเป็นสระว่ายน้ำแบบสำเร็จรูป ลักษณะที่เห็นได้ชัดคือระดับของน้ำในสระจะไม่ถึงขอบสระ จะต่ำกว่าขอบสระประมาณ 10-15 ซม. มีช่องสกิมเมอร์ (Skimmer) ติดอยู่ขอบสระ เพื่อขจัดฝุ่นละอองที่ผิวน้ำ น้ำในสระจะดูดผ่านโดยปั๊มน้ำ (Pump) ผ่านช่องสกิมเมอร์ เพื่อไปกรองในกระบวนการบำบัดน้ำ น้ำในสระจะหมุนเวียนผ่านเครื่องกรอง ( Filter ) ส่งต่อเข้ากระบวนการฆ่าเชื้อ เช่น คลอรีน ( Chlorine ), ระบบเกลือ ( Salt ) , โอโซน ( Ozone ) จึงค่อยส่งน้ำมาที่ตัวสระทางหัวพ่นน้ำ ( Inlet nozzle ) ที่ติดพ่นไว้ ช่องสกิมเมอร์ จะทำหน้าที่ดูดสิ่งสกปรกบนผิวน้ำ และเป็นที่ต่อสายดูด และแปรงดูด เพื่อทำความสะอาดใต้สระ มีข้อดีในการสร้างสระว่ายน้ำระบบนี้คือ ค่าก่อสร้างราคาถูกกว่าระบบน้ำล้น และมีน้ำหนักเบากว่า

2. ระบบน้ำล้น  (Overflow System)  ส่วนมากในปัจจุบันใช้สระแบบคอนกรีต เพราะต้องออกแบบวางแนวรางน้ำ ตั้งแต่ขั้นตอนการเทคอนกรีต สระน้ำในระบบนี้จะแลดูสวยงามกว่าระบบดูด หรือ สกิมเมอร์ เพราะเมื่อฝุ่นละอองสัมผัสผิวน้ำแล้ว ก็จะล้นออกไป

  • ขั้นตอนของสระระบบนี้คือ น้ำจะไหลลงรางระบายน้ำรอบสระ ไปสู่บ่อพักน้ำ ปั๊มจะทำหน้าที่สูบน้ำ สู่เครื่องกรอง เพื่อขจัดความสกปรกหมุนเวียนกันไป

  • ข้อเสียในระบบนี้ คงจะหนีไม่พ้น เพราะราคาค่อนข้างจะสูง และต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญเท่านั้น และจะเพิ่มพื้นที่สำหรับถังเก็บน้ำสำรอง

ระบบของสระว่ายน้ำ - Swimming Pool System

ระบบกรองน้ำ ของสระว่ายน้ำ -

Swimming Pool filtration system

เมื่อได้กล่าวถึงรูปแบบของสระต่างๆแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คือ ระบบกรองน้ำ เพราะมีส่วนสำคัญมากในการหมุนเวียนน้ำซึ่งควรกำหนดระยะเวลาไว้ที่ 5-7 ชั่วโมง ส่วนของการถ่ายน้ำเพื่อทำความสะอาดครั้งใหญ่นั้น ควรจะทำเป็น 5-10 ครั้งต่อปี

ระบบกรองน้ำที่ใช้ทั่วไปมีอยู่ 3 แบบคือ

ระบบกรองทราย (Sand Filter) เป็นระบบที่ง่าย และประหยัด เหมาะกับสระโดยทั่วไป เพราะมีหัวมัลติพอร์ทวาล์ว ควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามที่ต้องการ

- ระบบกรองผ้าด้วยผงกรอง (D.E. Filter) มีความละเอียดในการกรองน้ำได้ดีกว่าระบบกรองทราย แต่มีข้อเสียที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเติมผงกรอง และผ้ากรอง นอกจากระบบกรองแล้ว การบำบัดน้ำอาจจะมีวิธีอื่น เช่น การเติมน้ำยาปรับสภาพน้ำต่างๆด้วย

- ระบบกรองกระดาษ (Cartridge Filter) ระบบนี้จะมีความละเอียดในการกรองน้ำดีกว่ากรองทราย ด้อยกว่ากรองผ้า แต่มีข้อเสียคือ ต้องมีการเปลี่ยนไส้กรองกระดาษมากครั้งกว่า

***********************************

ถังกรองทราย - Sand Filter

ถังกรองผ้า - D.E. Filter

ถังกรองกระดาษ - Cartridge Filter

ภาพตัวอย่างการวางอุปกรณ์สระ ในห้องปั๊ม

  • ระบบโอโซน เป็นระบบการนำเอาก๊าซโอโซน มาบำบัดน้ำในสระ  มีประสิทธิภาพสูง สามารถฆ่าเชื้อโรคในระยะเวลาอันสั้นกว่าระบบอื่น และไม่มีสารเคมีทุกชนิดตกค้างในน้ำ

  • ระบบยูวี น้ำจะไหลผ่านหลอด UV ที่ส่องรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นรังสีคลื่นสั้น ส่องไปที่น้ำ เพื่อทำการฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ โดยแสงอัลตราไวโอเลตหรือยูวีจะช่วยฆ่าเชื้อโรคและไวรัสได้ถึง 99.99% ทำให้น้ำสะอาด แต่ยังคงมีแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำที่ไม่ทำอันตรายแก่พืช และสิ่งมีชีวิต เหมาะกับบ่อเลี้ยงปลา และ พืชน้ำ

  • ระบบคลอรีน เป็นระบบฆ่าเชื้อโรคที่นิยมใช้กันมาก เพราะมีราคาไม่แพงมากและมีประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำได้ดี  คลอรีนเป็นสารที่ทำให้เกิดความระคายเคืองกับผิวหนัง ดังนั้น การเติมคลอรีน ควรเติมในช่วงเย็นหลังจากที่ใช้สระเสร็จแล้ว และควรเปิดเครื่องกรองให้ทำงานทิ้งไว้อย่างน้อย  3-4 ชั่วโมง

  • ระบบเกลือ เป็นระบบที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทำงานโดยการใช้น้ำเกลือ ธรรมชาติ ( NaCI = Sodium Chloride) มาผ่านขบวนการ ELECTROLYTIC PROCESS ของเครื่อง SALTCHLORINATOR มาทำการฆ่าเชื้อโรคในน้ำโดยเกิด SODIUM HYPOCHLORITE และ SODIUM CHLORIDE (NaCI)

  • ระบบน้ำแร่ หรือ เฟรซวอเตอร์ ระบบนี้ เป็นนวัตกรรมในการบำบัดสระว่ายน้ำแบบใหม่ ที่ช่วยให้สระว่ายน้ำใสสะอาด และปลอดภัย ใช้การบำบัดน้ำด้วยปฏิกิริยาเคมีจากประจุทองแดงและเงิน ซึ่งช่วยในการฆ่าเชื้อและควบคุมแบคทีเรียในน้ำได้ดี เหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่แพ้สารเคมี เป็นระบบที่ทำให้น้ำในสระ มีความใกล้เคียงกับน้ำดื่มมากที่สุด

ระบบฆ่าเชื้อของสระว่ายน้ำ - Swimming pool disinfection system

รายละเอียด ของการตรวจเช็คประจำวันของสระน้ำ

ในแต่ละวันควรจะมีการดูแลสระน้ำของท่าน อย่างสม่ำเสมอและใกล้ชิดเพื่อที่จะสามารถ แก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที โดยสามารถตรวจเช็คส่วนต่างๆได้ ดังนี้
1. ทดสอบค่า Br, Cl, pH ตอนเช้า 1 ครั้ง และก่อนปิดสระอีก 1 ครั้ง พร้อมปรับแต่ง คุณภาพของน้ำและเติมสารเคมีที่ขาดทันที
2. เช็คระดับน้ำในถังสำรองน้ำ SURGE TANK ให้มีเพียงพอตลอดเวลาพร้อมที่จะเดินเครื่องระบบกรอง ( ประมาณ 1 / 2 ของ TANK )
3. เช็คความดันที่เกจวัดความดันของเครื่องกรองว่าถึงเวลาล้างเครื่องกรองแล้วหรือยังพร้อมทั้งให้เปิดวาล็วไล่อากาศที่เครื่องกรอง ( AIR RELIEF VALVE ) ค่าแรงดันไม่เกิน 30 PSI
4. ดูดตะกอนพื้นสระทำความสะอาดบริเวณสระน้ำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในสระ
5. เดินเครื่องระบบกรองตามตารางเวลา
6. ตรวจตำแหน่ง เปิด – ปิด ของวาล์วในห้องเครื่องให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และอยู่ในสภาพที่ปกติ
7. ตรวจเช็คสารเคมีให้มีสำรองไว้ใช้อย่างพอเพียง เคมีของน้ำ ตารางด้านล่างนี้ทำการสรุประดับต่างๆ ที่แนะนำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเกี่ยวกับสระน้ำและ สปา ( The Association of pool and spa Professionals: APSP )

การใช้ชุดทดลองน้ำ ( TEST KIT )

1. เอาน้ำใส่ในหลอดทดลองถึงขีดที่กำหนด (นำน้ำในสระที่ความลึกไม่น้อยกว่า 18 นิ้วจากผิวน้ำ)
2. หยดน้ำยา OTO ในหลอดที่เช็คคลอรีน (Cl ) 5 หยด
3. หยดน้ำยา PHENOL – RED ในหลอดที่เช็คความเป็นกรด – ด่าง ( pH ) 5 หยด
4. ปิดฝาและเขย่า
5. เทียบระดับสีในหลอด กับ แถบสีด้านข้าง แล้วอ่านค่า
6. ปริมาณคลอรีนในสระควรมีประมาณ 1.0 – 1.5 PPM (mg/1)
7. ค่า pH จะต้องอยู่ระหว่าง 7.2 – 7.6 ซึ่งค่า pH จะบ่งบอกสถานภาพของน้ำว่ามีความเป็นกรด หรือ ด่าง
8. ถ้าปริมาณคลอรีนต่ำให้เติมคลอรีนประมาณ 30-40 กรัมต่อปริมาณน้ำ 1 m³
9. ถ้าปริมาณคลอรีนในสระมากให้เติมน้ำในสระหรือปล่อยทิ้งไว้คลอรีนจะจางเอง
10. ถ้า pH ต่ำกว่า 7.2 แสดงถึงน้ำมีสภาพเป็นกรดให้ใส่โซดาแอซลงไปครั้งละประมาณ 30 กรัม ต่อปริมาณ น้ำ 1 m³ โดยนำโซดาแอซละลายในถังน้ำก่อน แล้วเทใส่ในสระและเช็คค่า pH อีกครั้งหลังจากใส่ลงไปแล้วประมาณ 4 ชม. (ระบบกรองน้ำยังคงทำงานอยู่)
11. ถ้า pH สูงกว่า 7.6 แสดงถึงน้ำมีสภาพเป็นด่างให้ใส่กรดแห้ง / กรดเกลือ ที่ใช้สำหรับสระน้ำ ใส่ไปครั้งละไม่เกิน 20 กรัมต่อน้ำ 1 m³ และเช็คอีกครั้งหลังจากใส่ลงไปแล้วประมาณ 4 ชม. (ระบบกรองน้ำยังคงทำงานอยู่)
12. ถ้าค่า pH ไม่ดีขึ้นควรเติมเคมีเพื่อปรับสภาพน้ำตามข้างต้นอีก และเช็คค่า pH อีกครั้ง ทำดังนี้จนได้ระดับค่าที่กำหนด
หมายเหตุ น้ำยาสำหรับชุดทดลองน้ำเพื่อทดสอบ pH จะหมดอายุภายใน 6 เดือน และควรเก็บไว้ในที่ไม่โดนแสงแดด

การดูแลรักษาอุปกรณ์สระน้ำ

อุปกรณ์ต่าง ๆ ของสระน้ำ ทั้งที่ติดตั้งภายในสระและรวมถึงอุปกรณ์ที่ติดตั้งภายในห้องเครื่องกรอง ล้วนแต่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการดูแลและรักษาให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานพร้อมทั้งคงประสิทธิภาพและเมื่อเกิดการชำรุดเสียหาย ก็จะต้องซื้อหามาทดแทน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ควรแก่การเอาใจใส่ดูแลประกอบด้วยรายการหลัก ๆ ดังนี้

1). เครื่องกรองน้ำ
ควรดูแลไม่ให้น้ำหยดหรือรั่ว ถ้าซ่อมแซมได้ให้รีบซ่อมแซมอย่าทิ้งไว้นาน ซึ่งจะมีผลทำให้เสียหายมากขึ้น ถ้าเป็นเครื่องกรองที่ทำด้วย STAINDLESS STELL ให้ทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง ถ้ามีคราบคล้ายสนิมเกิดขึ้นให้ใช้สก็อตไบรท์ชุบน้ำขัดจนสนิมหมด ทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง ถ้าเริ่มเป็นสนิมแล้วไม่ขัดออกก็จะกลายเป็นตามด ทำให้เครื่องกรองทะลุได้ ถ้าเป็นเครื่องกรองที่ทำด้วยไฟเบอร์กลาส หรือวัสดุใดที่ไม่ใช่โลหะให้ทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งรวมทั้งใส่น้ำมันหล่อลื่นบริเวณน็อตและสายรัด

2). ปั๊มมอเตอร์
ควรตรวจเช็คปั๊มอย่าให้มีจุดรั่วหรือน้ำหยดเพราะเมื่อมอเตอร์ทำงานปั๊มจะดูดลมเข้าไปทำให้ปั๊มดูดน้ำไม่ขึ้น ปั๊มมอเตอร์จะร้อนทำให้ MECHANICAL SEAL ชำรุดและ ข้อต่อหน้าปั๊มหรือหลังปั๊มรั่ว ถ้าเป็นปั๊มที่ไม่ใช่โลหะ อาจทำให้อุปกรณ์ภายในร้อนจนละลายหรือตัวปั๊มเองชำรุดเสียหายได้

ถ้าการทำงานของปั๊มมอเตอร์ใช้นาฬิกาเป็นตัวควบคุมเวลาการทำงานให้หมั่นตรวจเช็ค โดยทดลองปิดปั๊มไว้สัก 30 นาที แล้วเดินปั๊มใหม่แล้วให้สังเกตุดูว่าดูดน้ำขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ขึ้นต้องหาสาเหตุและรีบแก้ไข อีกสิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือ ตรวจดูว่าสายไฟที่ต่อเข้ากับมอเตอร์นั้นขันแน่นหรือไม่ ถ้าไม่แน่นอาจจะทำให้แผงไฟที่ตัวมอเตอร์หรือตัวมอเตอร์เองเกิดการใหม้ได้

การตรวจเช็คปั๊ม และ มอเตอร์

– ข้อต่ออยู่ในลักษณะที่ยังใช้การได้ดีหรือไม่ ถ้ารั่วให้แจ้งซ่อมโดยด่วน
– ขณะที่มอเตอร์ทำงาน ปั๊มสามารถดูดน้ำขึ้นได้หรือไม่
– เช็ดและทำความสะอาดมอเตอร์
– เอาขยะและใบไม้ออกจากตะกร้าสเตนเนอร์
– เอาจารบีใส่ที่น็อตสเตนเนอร์
– ใช้ CONTACT CLEANER ฉีดตรง CONTACT ของ MOTOR

3). อุปกรณ์ไฟฟ้า
– ตรวจเช็คน็อตที่ยึดต่อสายไฟให้แน่น
– ตั้งนาฬิกาที่ควบคุมการทำงานของปั๊มให้ตรงกับเวลาจริง
– อย่าให้มีน้ำขังในห้องเครื่องเพราะทำให้ภายในห้องเครื่องมีความชื้นสูงซึ่งจะทำให้
อุปกรณ์ไฟฟ้าเกิดชำรุดเสียหายได้
– ทำความสะอาดตู้ไฟ ทั้งภายในและภายนอก

4). อุปกรณ์ทำความสะอาดสระ
อุปกรณ์ทำความสะอาดที่เป็นพลาสติกห้ามทิ้งตากแดดเพราะจะทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นมีอายุการใช้งานสั้นลงอันเนื่องมาจากแสงแดด ( ULTRAVIOLET ) เช่น สายดูดตะกอน , แปรงไนล่อน , แปรงถูตะไคร่ ฯลฯ ส่วนน้ำยาเช็คคลอรีน ( OTO ) และน้ำยาเช็คความเป็น กรด – ด่าง( PHENOL – RED) ของน้ำนั้นมีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน คือควรจะเปลี่ยนน้ำยาทุก ๆ 5 เดือน เพื่อความแน่นอน

5). ห้องเครื่อง
ควรดูแลอย่าให้น้ำขัง และมีแสงสว่างเพียงพอ และหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ รวมถึงมีการระบายอากาศที่ดีโดยอาจจะติดพัดลมดูดอากาศเพื่อช่วยในการถ่ายเทอากาศได้สะดวก


มาตรฐานการทดสอบแรงดันท่อ

ตามมาตรฐานของ ANSI ( American National Standard for Public Swimming Pools ) ได้ระบุไว้ในหน้าที่ 8 ข้อ 8.3.3 ว่าท่อสระว่ายน้ำหมุนเวียน นอกเหนือจากที่รวมอยู่ในกระบวนการผลิตสระว่ายน้ำ จะต้องผ่านการทดสอบแรงดันไฮดรอลิกสถิตเหนี่ยวนำ (ระบบปิดผนึก) ที่ 25 ปอนด์ต่อ ตารางนิ้ว (PSI) ( 1.8 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร) เป้นเวลา 24 ชั่วโมง การทดสอบนี้จะต้องดำเนินการก่อนเทพื้น และต้องรักษาแรงดันไว้ตลอดการก่อสร้าง

ส่วนในคู่มือของผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์สระว่ายน้ำ เพื่อการแข่งขันระดับโลก อย่าง Astral Pool ก็ได้ระบุไว้ว่า “แรงดันน้ำที่ใช้ในการทดสอบต้องไม่เกิน 250 KPA ( 35 PSI )” และทำการทดสอบไว้ที่ 24 ชั่วโมง หลังการทดสอบ ก่อนที่จะเทพื้น

อุปกรณ์มาตรฐานของสระว่ายน้ำ ปกติอุปกรณ์ถังกรองจะทำงานเต็มประสิทธิภาพไม่เกิน 20 PSI และรองรับเแรงดันสูงสุดไม่เกิน 50 PSI



ELITE POOL CO.,LTD. 111/424 soi rhummitpattana yak 7 , Tha Raeng Subdistrict, Bang Khen District, Bangkok 10220. TEL 0840018921, 0816992665